<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-3115565141920529826</id><updated>2012-02-04T16:35:06.358-08:00</updated><title type='text'>&lt;=*+*Toffy In Love*+*=&gt;</title><subtitle type='html'>..."ร้อนแรงทุกสัมผัส ร้อนรักทุกองศา ร้อนฉ่าทุกลีลา เริงร่าทุกนาที"...</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://toffyinlove.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3115565141920529826/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toffyinlove.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>ToffyInLove</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07510185194023053430</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>4</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3115565141920529826.post-1294101188124655607</id><published>2007-08-31T10:19:00.000-07:00</published><updated>2007-08-31T10:24:11.091-07:00</updated><title type='text'>คนเก่า ข่าวใหม่ โลกใบเดิม</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_CF4WCGEctkE/RthOF-dCEKI/AAAAAAAAABQ/pQ28T9JpT7c/s1600-h/A5729333-35.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:130%;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5104916042195538082" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_CF4WCGEctkE/RthOF-dCEKI/AAAAAAAAABQ/pQ28T9JpT7c/s320/A5729333-35.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:130%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:130%;"&gt;เป็นความบังเอิญที่ชวนจั๊กกะจี้ไม่เบาที่ฉันได้รับข่าวคราวของบรรดาคนที่ฉันเคยชอบพอในช่วงเวลาติดๆกันภายในสัปดาห์เดียว ขำแรกก็เพราะดันเป็นไล่เลี่ยกันพอดิบพอดี ขำที่สองก็ตรงที่ได้รู้ว่าตัวเองเคยชอบอยู่หลายคน (ซึ่งดีกว่าเกลียดหลายคน...ว่าไหม) &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:130%;"&gt;เริ่มจากคนแรก ผู้หญิงที่ฉันเคยรัก (คุณอ่านไม่ผิดแน่นอน) เธอเป็นเพื่อนของฉันตั้งแต่สมัยมัธยมฯ 5 ปีคือระยะเวลาที่หล่อนมานั่งไขว่ห้างอยู่ในใจฉัน และ 0 วินาทีคือระยะเวลาที่ฉันเข้าไปนั่งพับเพียบในใจของหล่อน ฉันต้องยกเครดิตให้เธอที่เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันลดน้ำหนักลง 30 กิโลได้สำเร็จ และหันมาดูแลสุขภาพอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง ปัจจุบันเธอเป็นเพื่อนสาวผู้มีน้องชายสุดหล่อพร้อมดื่ม น่ารับประทานยิ่งนัก (อ๊ายส์!!!) หลังจากปลายปีที่แล้วที่เธอลัดฟ้าไปร่ำเรียนที่ต่างประเทศ ฉันก็ไม่ได้ข่าวคราวของเธออีกเลย เพิ่งจะได้มาคุยกันอีกครั้งใน Hi5 ตอนนี้เธอมีแฟนแล้ว เป็นเพื่อนโรงเรียนเดียวกันนี่เอง ถ่ายรูปคู่กันเสียหวานหยดย้อย มีความสุขกันเต็มที่เลยนะคุณ เดี๋ยวเราจะปกป้องน้องชายคุณจากความปลอดภัยทั้งปวง (เพราะเรานี่แหละอันตรายที่สุด อ๊ายส์!!!)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:130%;"&gt;คนที่สองคือแฟนเก่าของฉัน คราวนี้ฉันเทิร์นโปรมาเป็นเกย์อิชาเต็มตัวแล้ว ชายหนุ่มผู้โชคร้ายคนนี้เป็นคริสเตียน (ส่วนฉันเป็นคริสติน่า – ตึง!!) เขามักจะพาฉันไปที่โบสถ์เพื่อสวดอ้อนวอนขอให้ชีวิตเขาพบแต่สิ่งที่ดี ไม่นานนัก เขาก็ไปพบสิ่งที่ดีจนได้ นั่นคือการเลิกกับฉัน หลังจากเลิกกัน เรายังได้คุยกันอย่างเพื่อน เขาอยู่ที่หาดใหญ่ ส่วนฉันอยู่ที่กรุงเทพฯ แน่นอนว่าระยะทางเป็นอุปสรรคในการดำรงความสัมพันธ์ แต่ถึงกระนั้น ฉันก็ยังบ้าจี้ถ่อไปหาเขาจนได้ แต่น่าแปลกที่ตั้งแต่ต้นปีมานี้เราก็ไม่ได้คุยกันอีกเลย ไม่แม้แต่จะโทรหากัน ไม่รู้เพราะอะไร ทุกครั้งที่ฉันได้ยินข่าวไม่ดีเกี่ยวกับการวางระเบิดที่ภาคใต้ ฉันก็อดเป็นห่วงเขาไม่ได้ ฉันพยายามติดต่อเขาแต่ก็เงียบหาย ล่าสุด ฉันเห็นเขาในเว็บเกย์แห่งหนึ่ง โพสรูปอะร้าอร่ามพร้อมเมลติดต่อกลับ ฉันหาได้ติดต่อไปหาเมลเขาแต่อย่างใด ไม่เกี่ยวกับว่าเขามีแฟนแล้ว แต่เป็นเพราะฉันเชื่อว่า เขามีเหตุผลบางอย่างที่ขาดหายกันไป และถ้านั่นจะเป็นเหตุผลที่เขายินดีกับมัน ฉันก็ไม่ขัดข้อง สิ่งที่ตกตะกอนในความรู้สึกของฉันไม่ใช่ความรักอย่างคนเคยผูกพัน แต่เป็นมิตรภาพห่างๆ ที่จะคอยเอาใจช่วยเขาอยู่ไกลๆ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:130%;"&gt;คนต่อมาคือผู้ชายที่ฉันเคยปลื้ม หล่อ ฉลาด เป็นถึงอัจฉริยะข้ามคืน เป็นผู้ชายในฝันทุกกระเบียดนิ้ว ขอสารภาพว่าฉันเคยหาเรื่องไปสัมภาษณ์เขาถึงสองครั้งสองคราเพราะชอบเขามาก จนกระทั่งวันหนึ่ง ฉันรวบรวมความกล้าไปบอกชอบเขา แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากสั่นๆบอกไปหรอก เขาก็ดันพูดเรื่องแฟนของเขาขึ้นมาเสียก่อนจนฉันแทบหงายหลัง ขำตัวเองที่ดันเลือกฤกษ์ยามได้ดีมาก ฉันเดินกลับไปที่รถเพื่อพบว่ากรีนเวฟได้เตรียมเพลง “ไม่อยากให้เธอรู้” รอฉันอยู่แล้ว ฉันกลับบ้านไปพร้อมน้ำตาที่พร่างพรู อยากเป็นเหมือนคนที่เธอจูงมือ แต่มานึกดู นับว่าฉันมาได้ไกลทีเดียว ฉันยังได้รู้จักเขา ได้ทานข้าวกับเขาอย่างพี่น้อง อย่างน้อยฉันก็รู้ว่าผู้ชายในฝันมีตัวตนล่ะวะ มันคงดีกว่าการที่ฉันไม่เคยเจอคนดีๆกะเขาบ้างเลยในชีวิตจริงไหม เมื่อวันก่อน พี่โอปอลโทรหาฉันบอกว่าพบผู้ชายคนนี้กำลังทานไอติมไอเบอรีถ้วยเดียวกันกับแฟนอย่างกระหนุงกระหนิง และก็ฉันกลับมาที่รถเพื่อพบว่ากรีนเวฟเตรียมเพลง ปาฏิหาริย์” ไว้ให้ฉันฟังเรียบร้อยแล้ว&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:130%;"&gt;คนสุดท้ายคือแฟนคนล่าสุดของฉัน คนที่ฉันเคยเล่าให้คุณฟังในเรื่อง 1 เดือน 9 วันนั่นแหละ ฉันได้ข่าวว่าตอนนี้เขากำลังจีบรุ่นน้องของฉันเอง ฉันไม่มีอาการหวงก้างใดๆทั้งนั้น ฉันบอกได้จากใจจริงเลยว่าฉันเอาใจช่วยทั้งคู่ ฉันมั่นใจว่าเขาจะต้องทำได้ดีกว่าตอนที่อยู่กับฉันแน่นอน สู้เว้ย!!!&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:130%;"&gt;ฉันรับรู้ข่าวคราวของคนเหล่านี้ด้วยรอยยิ้มแห่งความปิติยินดี ไม่มีความเศร้าแม้เพียงสักหยาดหยดหนึ่งมาปลอมปน เราต่างก็มีทางเดินชีวิตของตนเอง และทุกคนก็มีความสุขกับมัน บางคนอาจจะทำใจได้ยากเมื่อพบข่าวคราวของคนรักเก่า แต่ฉันไม่รู้จะเศร้าไปทำไม ในเมื่ออีกฝ่ายกำลังมีความสุขนี่หว่า ถ้าจะเสียใจ ฉันควรเสียใจเมื่อเขามีความทุกข์สิ แต่นี่เขามีความสุข ทุกอย่างมันจบในตัวแล้วล่ะ ฉันไม่จำเป็นจะต้องทำอะไรนอกจากยินดีกับความสุขของเขา ฉันคงไม่มานั่งร้องไห้คร่ำครวญถึงอดีตให้เสียเวลาหรอก อดีตเป็นได้อย่างมากที่สุดก็คือบทเรียน อย่าเอามาบั่นทอนปัจจุบันกันนักเลย ร้องไห้ไป ดูรูปเก่าๆไปแล้วเขากลับมาไหมก็ไม่ เขารับรู้ไหมก็ไม่ โลกนี้ไม่ใช่ของฉันคนเดียวเสียที่ไหนกัน มันก็ต้องแบ่งๆกันไปสิ จะมาได้ทุกอย่างตามที่ฉันต้องการคนเดียวคงไม่ได้หรอก บางครั้งความสุขของคนสองคนมันอาจจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องรักกันหรืออยู่ด้วยกันนี่นา ในเมื่อเขามีความสุขแล้ว ฉันก็ไปมีความสุขของฉันสิ หรือแม้กระทั่งตอนที่ฉันเลิกกันกับแฟน ฉันก็คิดว่าไม่เป็นไร ในเมื่อเป็นแฟนกันมันไม่มีความสุขนี่หว่า สู้เลิกกันแล้วเราไปมีความสุขกว่าเดิมดีกว่าเป็นไหนๆ แล้วจะมาเศร้าทำไมในเมื่อจบจากตรงนี้แล้ว ฉันและเธอก็กำลังจะไปมีความสุขกันทั้งคู่ไม่ใช่เหรอ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:130%;"&gt;แค่นี้เราก็ยืนอยู่บนโลกเดียวกันได้อย่างมีความสุขกันทั้งคู่แล้ว...&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3115565141920529826-1294101188124655607?l=toffyinlove.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toffyinlove.blogspot.com/feeds/1294101188124655607/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3115565141920529826&amp;postID=1294101188124655607&amp;isPopup=true' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3115565141920529826/posts/default/1294101188124655607'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3115565141920529826/posts/default/1294101188124655607'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toffyinlove.blogspot.com/2007/08/blog-post.html' title='คนเก่า ข่าวใหม่ โลกใบเดิม'/><author><name>ToffyInLove</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07510185194023053430</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_CF4WCGEctkE/RthOF-dCEKI/AAAAAAAAABQ/pQ28T9JpT7c/s72-c/A5729333-35.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3115565141920529826.post-2695333462589127682</id><published>2007-03-24T08:41:00.000-07:00</published><updated>2007-03-24T09:23:13.742-07:00</updated><title type='text'>นางงามชาตินิยม</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp3.blogger.com/_CF4WCGEctkE/RgVHpwaBCsI/AAAAAAAAABE/L6k9FKCkjn0/s1600-h/C4776487-0.jpg"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5045517740232739522" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_CF4WCGEctkE/RgVHpwaBCsI/AAAAAAAAABE/L6k9FKCkjn0/s320/C4776487-0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt; นางงามชาตินิยม&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1&lt;br /&gt;การประกวดนางงาม ถูกบรรจุเข้าในพจนานุกรมชีวิตของฉันตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว เมื่อได้เห็นลีลาการฟ้อนสาวไหมอันอ่อนช้อยของสาวเจียงใหม่คนหนึ่ง ซึ่งต่อมาคนทั้งประเทศรู้จักเธอในนามของ “น้องอร” อรอนงค์ ปัญญาวงศ์ นางสาวไทยปีพ.ศ. 2535 &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;br /&gt;ปีนั้นเป็นปีที่บ้านเราเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดมิสยูนิเวอร์สซะด้วย ฉันยังจำภาพเวทีสีชมพูที่มีฉากหลังเป็นภาพดอกกล้วยไม้ควีนสิริกิตติ์ มีสะพานอยู่กลางเวที และสองฝั่งเวทีเป็นรูปปั้นช้างไทยตัวใหญ่ ส่วนรอบ 5 คนสุดท้าย มีศาลาไทยกลางน้ำอันวิจิตรงดงามโผล่ขึ้นมากลางเวทีแทน เพลงประจำการประกวดครั้งนั้นชื่อเพลง ‘สวัสดี’ ฉันจำได้ขนาดว่าผู้ชนะในปีนั้นคือมิสนามิเบียชื่อ มิเชล แม็คลีน รองอันดับ 1 คือมิสโคลัมเบีย รองอันดับ 2 คือมิสอินเดีย ทั้งสามนางใส่ชุดราตรีสีแดงหมด แต่รอบที่ฉันชอบมากที่สุดคือ การประกวดชุดประจำชาติ เพราะนั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันได้รู้จักประเทศใหม่ๆ อย่าง เวเนซูเอล่า เปอร์โตริโก้ โปแลนด์ ฯลฯ ยิ่งเห็นชุดเวอร์ๆแบบนั้นทำให้เด็กๆอย่างฉันอยากจะรู้ว่าบ้านเมืองเขาจะเวอร์เหมือนเสื้อผ้านั่นไหม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากได้รู้จัก “น้องอร” ฉันกลับไปอ่านหนังสือขวัญเรือนของแม่จนได้รู้จักนางสาวไทยรุ่นก่อนๆ ทั้งยลดา รองหานาม, ชุติมา นัยนา, ภัสราภรณ์ ชัยมงคล และในปีต่อๆมา ฉันก็ได้รู้จักอีกหลายๆ “น้อง” ไม่ว่าจะเป็นน้องปุ๊ก – ฉัตริกา อุบลศิริ, น้องป๊อบ อารียา สิริโสภา, น้องมะปราง – ภาวดี วิเชียรัตน์ (ซึ่งอีกกี่ปีกี่ชาติพวกเธอก็ยังคงเป็น “น้อง” ต่อไป ไม่เหมือน “พี่ปุ๋ย”) และลุกลามข้ามไปยังมิสไทยแลนด์เวิลด์ ฉันยังจำได้เลยว่าน้องแทน – ธัญญา สื่อสันติสุข มิสไทยแลนด์เวิลด์ปี 1997 เคยให้สัมภาษณ์ว่าเคล็ดลับความงามของเธอคือการกินดิน!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอโตขึ้น ฉันก็เริ่มดูการประกวดนางงามน้อยลง เพราะฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าผู้หญิงสวยไม่จำเป็นต้องเป็นนางงาม ผู้หญิงเดินดินบางคนสวยกว่านางสาวไทยอีก และที่สุดแล้ว ฉันพบว่าการประกวดนางงามเป็นสิ่งซ้ำซากน่าเบื่อเป็นที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2&lt;br /&gt;เมื่อคืนฉันบังเอิญเปิดไปเจอการประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวอร์สพอดี คุณเอ๊ย! ฉันหยุดหัวเราะไม่ได้!! ไม่ได้ขำที่หน้าตาของคนเข้าประกวดหรอกนะ แต่ฉันสะดุดหัวเราะที่คุณสมบัติต่างๆซึ่งแต่ละนางบรรยายมา ถ้าสังเกตดูแล้ว พวกเธอจะบรรยายตัวเองวนเวียนไม่พ้นเรื่องชอบปฏิบัติธรรม ว่างๆก็จะไปวิปัสสนา รักสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ อยากเห็นคนไทยสามัคคี ใฝ่ฝันอยากเป็นนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จ รอยยิ้มคือสิ่งที่ทำให้ทุกคนจำเธอได้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดคือคติประจำใจ ความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญ มาเที่ยวเมืองไทยกันเยอะๆนะคะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอ๊ยตาย! ฉันล่ะเชื่อพวกเธอเลย! ถ้าฉันเป็นกรรมการ ฉันคงให้พวกเธอสอบตกตั้งแต่แรก ข้อหาพรีเซนส์ตัวเองได้จืดชืดเกินแกง เป็นฉันน่ะเรอะ ถ้าจับพลัดจับผลูมาประกวดนางงามกะเขาบ้าง ฉันจะกรอกคุณสมบัติตัวเองแบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“หมายเลข 69 ท้อฟฟี่ My name is Top but I’m bottom. สโลแกนประจำตัวคือ ร้อนแรงทุกสัมผัส ร้อนรักทุกองศา ร้อนฉ่าทุกลีลา เริงร่าทุกนาที ความสามารถพิเศษ สนใจเรื่องเพศเป็นชีวิตจิตใจ ไม่ชอบสูบบุหรี่แต่ชอบสูบบุรุษ คติประจำใจคือ คันต่อไปจนได้ดี”&lt;br /&gt;ฉันมั่นใจว่าจะไม่มีใครลืมลูกอมเม็ดนี้ลง พอๆกับมั่นใจว่าจะถูกกรรมการเตะโด่งออกนอกเวทีทันใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันเคยมีประสบการณ์แบบนี้อยู่เหมือนกัน ตอนที่ฉันไปแข่งขันชิงแชมป์ไปดูคอนเสิร์ต Mariah Carey ที่สวิสเซอร์แลนด์ของวิทยุคลื่นหนึ่ง เขาให้แต่ละคนบรรยายความรู้สึกที่มีต่อแม่มาลัยสายสมร มีอยู่นางหนึ่งพรรณนาว่า...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Mariah Carey คือนางฟ้าของฉัน ยามที่ฉันท้อแท้ฉันจะฟังเพลง Can’t take that away ของเธอ มันทำให้ฉันยิ้มสู้ทั้งน้ำตา มันเหมือนกับ Mariah มากระซิบข้างหูฉันว่า อย่ายอมแพ้นะจ๊ะคนดี อย่ายอมให้ใครมาย่ำยีหรือบอกว่าเธอทำไม่ได้ เพราะเธอมีคุณค่าในตัวเอง ฉันอยากจะบอกกับ Mariah ว่า ขอบคุณมากที่เธอเกิดมาเพื่อเป็นกำลังใจให้กับฉัน ฉันจะไม่มีวันท้อแท้ เหมือนที่คุณไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้ำตาของหล่อนหยดติ๋งลงมาเป็นการปิดท้าย ทุกคนในห้องนั้นปรบมือด้วยความซาบซึ้ง เอาล่ะ แล้วก็ถึงตาฉัน...&lt;br /&gt;“เวลาฉันอารมณ์ไม่ดี ฉันจะเปิดมิวสิควิดีโอของ Mariah ดู ฉันว่ามันตลกโคตรๆเลยล่ะ คนอาร้ายยย....ทำไปได้แต่ละอย่าง ชอบคิดว่าตัวเองเซ็กซี่ โอ๊ย! ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าทำให้คนอื่นเขาหัวเราะชอบใจได้ขนาดนี้ เป็นแบบนี้แหละฉันถึงรักเธอจริงๆพับผ่าสิ ฉันอยากแนะนำว่ามิวสิควิดีโอของหล่อนเป็นยาบำบัดโรคซึมเศร้าได้ขนานแท้ และมันเป็นหนังตลกไม่รู้ตัวชนิดที่บางครั้งอาจทำให้มุขของ Jim Carrey ตลกอัจฉริยะที่นามสกุลดันพ้องกับเธอกลายเป็นประโยคบอกเล่าไปได้เลย...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกคนในห้องอึ้ง – อึ้ง – อึ้ง นางฟ้าของคนเมื่อกี้เพิ่งถูกฉันล้อเลียนซะจนขำไม่ออก แต่ฉันสาบานได้ว่าฉันชื่นชมแม่มาลัยจริงจริ๊ง พอฉันเห็นสีหน้างงรับประทานแบบนั้น ฉันก็คิดว่า ชมหล่อนแบบอ้อมๆแบบนี้คนอาจจะไม่เข้าใจ สงสัยฉันคงต้องชมหล่อนแบบตรงๆบ้างซะแล้ว&lt;br /&gt;“เอ่อ...ฉันก็ชอบเพลงของเธอนะ เธอแต่งเพลงเอง เพราะดี เสียงโห่ฮี้โห่ของเธอนั่นฉันก็ว่าเจ๋งดีว่ะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปว่า ฉันอดไปสวิสเซอร์แลนด์ ส่วนอีกคนได้ไปแทน!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3&lt;br /&gt;ไม่ต่างกับเวทีออสการ์ที่ถ้าอยากได้รางวัลตุ๊กตาทอง คุณต้องสร้างหนังสู้ชีวิต (Beautiful mind, Braveheart) ยิ่งเป็นหนังพีเรียดด้วยยิ่งดีใหญ่ (Titinaic, Shakespeare in love, The English Patient) มีตัวละครพิกลพิการไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (Forrest Gump, Beautiful mind, Rain man, Philadelphia)มีฉากระเบิดอารมณ์อันหนักหน่วง (Mystic River, Erin Brockovich) อย่าทำหนังฟอร์มเล็ก แต่จงทำหนังโปรดักชั่นอลังการ (Gladiator, Chicago) เวทีการประกวดนางงามก็มีคำตอบของมันอยู่แล้วตั้งแต่ต้น พวกเธอจึงเลือกนำเสนอตัวเองตามแบบฉบับสูตรสำเร็จของนางงาม ใครที่บังอาจแหวกกฎ กติกา มารยาทก็มีอันต้องตกกระป๋องไป ด้วยเหตุนี้ ฉันถึงเข้าใจว่าทำไมพวกเธอถึงพากันนั่งวิปัสสนา รักสัตว์และสันติภาพขึ้นมาทันใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่า ไอ้รางวัล “งามอย่างไทย” และ “รักษ์ความเป็นไทย” นี่มันเอาอะไรมาวัด “ความเป็นไทย” เวลาเราพูดถึงกิริยามารยาทงดงามตามแบบฉบับหญิงไทย เรามักจะนึกถึงผู้หญิงอย่างแม่พลอย ทำอะไรก็อ่อนช้อยไปหมด แต่อย่าลืมนะครับว่าผู้หญิงไทยแบบนั้นเป็นอยู่ในวังเท่านั้น ไม่ใช่ประชากรหญิงไทยส่วนใหญ่ (ซึ่งไม่ได้มีกิริยาเรี่ยมเร้เรไรขนาดนั้น) ด้วยซ้ำ ความที่ชนชั้นสูงเป็นผู้มีอำนาจ เขาก็ต้องเลือกเอาวัฒนธรรมของเขามาเป็นวัฒนธรรมหลักของประเทศ และผู้หญิงอย่างแม่พลอยก็มีแต่ในราชสำนักของกรุงรัตนโกสินทร์เท่านั้น ยังไม่ได้พูดไปถึงกิริยาของผู้หญิงเชียงใหม่ ปัตตานี ลพบุรี ฯลฯ ซึ่งล้วนมีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง แต่ก็ไปเหมาเอาเองว่าแม่พลอยนี่แหละคือผู้หญิงไทยของแท้แน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่า “งดงามตามแบบฉบับหญิงไทย” จึงสามารถถอดรหัสได้ว่า “มีกิริยาเหมือนสาวชาววังกรุงรัตนโกสินทร์ในอดีต” เท่านั้น ไม่สามารถกินความหมายถึงผู้หญิงไทยทั้งประเทศได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งไปกว่านั้น มันยังเป็นการกีดกันคนส่วนหนึ่ง (ซึ่งไม่น้อยเลย) ให้เข้าถึงความเป็นพลเมืองของชาติไม่ได้ เพราะนั่นแปลว่า ถ้าคุณเป็นอาหมวยหรือฝรั่งตาสีเทอร์ควอยซ์ที่เกิดในแผ่นดินไทย ยังไงซะคุณก็ไม่มีทาง “งดงามตามแบบฉบับของหญิงไทย” ได้ (ซึ่งมันจริงซะที่ไหนล่ะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การประกวดนางงามที่ดูเหมือนจะเป็นแค่เรื่องสวยๆงามๆ แต่หารู้ไม่ว่ามันคือเวทีที่เอาชาตินิยมมาปั่นหัวทั้งคนดูและคนประกวด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันกำลังพยายามหาคำตอบว่า เราจะประกวดหา “ใคร” และหาไป “ทำไม” ถ้าเรากำลังจะบอกว่า หาผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศไปประกวดหาผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก ฉันก็ขอตั้งคำถามว่า ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกน่ะ มัน “โลก” ของใครกันล่ะ เพราะประกวดประขันกันทีไรก็มีแต่สาวละตินอเมริกากวาดรางวัลไปทุกที ในเมื่อมาตรฐานความงามที่ใช้วัดบนเวทีนี้ดันใช้ไม้บรรทัดแบบเดียวกับยุคล่าอาณานิคม ที่ชาติตะวันตกเอาตัวเองเป็นมาตรฐานวัดความเจริญนั่นแหละ พูดง่ายๆก็คือ ถ้าสมการความสวยคือ ขายาว ตัวสูง หน้าอกใหญ่ ฯลฯ ผู้หญิงเอเชียมันจะเอาอะไรไปสู้ล่ะ ยังไม่รวมถึงเรื่อง “การเมือง” ในเวทีขาอ่อนที่ใน 10 คนที่เข้ารอบสุดท้าย ต้องเฉลี่ยไปทุกทวีป แต่อเมริกาซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การประกวดต้องได้เข้ารอบเสมอ (ก็ใครจะทำไม!) แล้วแบบนี้มันจะเรียกว่าสวยที่สุดในโลกได้จริงเรอะ!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็มีบ้านเรานี่แหละที่ประกวดนางงามกันเป็นล่ำเป็นสันเหลือเกิน ฉันว่าน้องฟ้า นาตาลี เธออ่านเกมได้ขาดจริงๆ ก็ที่อื่น (แม้กระทั่งแคนาดา บ้านของเธอ) ไม่เห็นให้ความสำคัญกับนางงามจักรวาลเท่านี้ เพราะเขารู้ว่ามันก็กะอีแค่รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งที่ปั่นเอาคำว่า “สวยที่สุดในจักรวาล” มาเป็นมูลค่าเพิ่มเท่านั้นนั่นแหละ เพราะอย่างนั้นเธอถึงมาปักหลักอยู่ที่เมืองไทยนี่เสียเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4&lt;br /&gt;ทราบไหมว่า ตอนนี้ที่ประเทศตามหมู่เกาะในแปซิฟิกใต้มีประชากรที่เป็นโรคอ้วนมากเกินกว่า 90% ไม่ใช่เพราะพวกเขาขี้เกียจอย่างที่คนชอบหาว่าคนอ้วนเป็น แต่เพราะวัฒนธรรมของเขาถือว่า ความอ้วนคือความงาม เช่นเดียวกับที่คนกะเกรี่ยงถือว่าคอยิ่งยาวยิ่งสวยนั่นแหละ&lt;br /&gt;เจอแบบนี้ รับรองว่าน้องฟ้าและอีกหลายๆน้องไม่มีวัน “เกิด” ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5&lt;br /&gt;บุ๋ม-ปนัดดา อดีตนางสาวไทย พูดถึงการถ่ายแบบชุดว่ายน้ำสุดวาบหวิวของเธอว่า&lt;br /&gt;“ทำไมต้องคิดว่าถ้าคนแต่งตัวโป๊แล้วคือคนไม่มีสมอง ทำไมฉลาดด้วยแล้วเซ็กซี่ด้วยจะเป็นไปไม่ได้ บุ๋มจะเป็นให้หมดนี่ให้ดู”&lt;br /&gt;ผู้หญิงที่คิดได้แบบนี้ต่างหากที่ฉันมองหาใน “ผู้หญิงไทย”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3115565141920529826-2695333462589127682?l=toffyinlove.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toffyinlove.blogspot.com/feeds/2695333462589127682/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3115565141920529826&amp;postID=2695333462589127682&amp;isPopup=true' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3115565141920529826/posts/default/2695333462589127682'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3115565141920529826/posts/default/2695333462589127682'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toffyinlove.blogspot.com/2007/03/blog-post.html' title='นางงามชาตินิยม'/><author><name>ToffyInLove</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07510185194023053430</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp3.blogger.com/_CF4WCGEctkE/RgVHpwaBCsI/AAAAAAAAABE/L6k9FKCkjn0/s72-c/C4776487-0.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3115565141920529826.post-3140721179783712728</id><published>2007-02-20T19:47:00.000-08:00</published><updated>2007-02-20T21:06:36.748-08:00</updated><title type='text'>Love at first sight &amp; Lust at first sight</title><content type='html'>&lt;a href="http://bp1.blogger.com/_CF4WCGEctkE/RdvSrMxI_rI/AAAAAAAAAA4/47izaM9DOrc/s1600-h/C4838010-0.jpg"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5033848648120204978" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_CF4WCGEctkE/RdvSrMxI_rI/AAAAAAAAAA4/47izaM9DOrc/s320/C4838010-0.jpg" border="0" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;1&lt;br /&gt;"เชี่ย! นี่มันชีวิตกูชัดๆ!"&lt;br /&gt;เมื่อคืนเป็นอีกคืนที่ผมปล่อยตัวเองไปกับโลกของ Sex &amp;amp; the City (อย่าถามเลยว่าผมเหมือนใครในเรื่องนี้ ฮ่าๆๆ!) ตอนที่ผมดูชื่อ ‘Chicken Dance’ ว่าด้วยเรื่องเพื่อนของชาร์ล็อตซึ่งตกหลุม&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;คู่เดทของมิแรนด้าทันทีที่พบ และในอีก 2 อาทิตย์ต่อมา เขาและเธอก็ตกลงแต่งงานกันอย่างสายฟ้าแลบ แครีเล่าเรื่องนี้ให้บิ๊กฟัง คำพูดของบิ๊กทำเอาผมเก็บไปคิดวนเวียนอยู่ทั้งคืน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;em&gt;“I don’t believe in &lt;strong&gt;love&lt;/strong&gt; at first sight but I believe in &lt;strong&gt;lust&lt;/strong&gt; at first sight”&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;จบประโยคนี้ปั๊บ ก็ตัดเป็นความคิดเห็นของสาวๆหลายๆคน ผู้หญิงคนหนึ่งพูดไว้อย่างน่าสนใจว่า&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;em&gt;“คนที่ไม่เชื่อใน&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;แรกพบก็เพราะเขายังไม่เคยเจอกับตัวเองน่ะสิ”&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;2&lt;br /&gt;บ่ายแก่ๆของวันอังคารที่น่าเบื่อ ผมนั่งทำงานอยู่เงียบๆ จำไม่ได้ว่าพี่ๆที่นั่งเม้าท์อยู่ใกล้ๆคุยกันเรื่องอะไรอยู่ แต่มีประโยคหนึ่งจากบก.ที่ดันมาสะดุดหูผมเอาจังเบ้อเร่อ และผมก็อดคิดถึงมันไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;em&gt;“ผู้ชายไม่ต้องการความ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;หรอก แค่ต้องการ&lt;strong&gt;เซ็กส์&lt;/strong&gt;และความ&lt;strong&gt;เข้าใจ&lt;/strong&gt;เท่านั้นเอง”&lt;br /&gt;&lt;/em&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3&lt;br /&gt;เท่าที่ผมเห็น ผู้ชายมักสามารถแยกความ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;และความ&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;ได้อย่างชัดเจน ผู้ชายมีผู้หญิงได้หลายคน และแต่ละคนล้วนมีตำแหน่งแห่งที่อยู่ในใจของผู้ชาย เช่น ผู้หญิงคนนี้มีไว้เพื่อบูชา ผู้หญิงคนนี้มีไว้เป็นนางบำเรอ ส่วนผู้หญิงคนนั้นมีไว้เป็นภรรยา ฯลฯ ในขณะที่ผู้หญิงถูกสอนให้หลอมรวมความ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;กับความ&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น ผู้หญิงมักเชื่อว่าต้องมีเซ็กส์กับผู้ชายที่เธอ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;เท่านั้น ผู้หญิงจึงใช้เซ็กส์เป็นเครื่องแสดงว่าเธอ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;ใครสักคนแล้ว และพร้อมจะเป็นของของเขา (ซึ่งเอาจริงๆ เธอไม่ใช่ “ของ” และเธอก็ไม่ใช่ “ของใคร” สักกะหน่อย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ได้บอกว่าใครดีหรือไม่ดีกว่ากัน เพียงแต่ผมรู้สึกว่า ทั้ง&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;และ&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;มันน่าจะมาเป็นเนื้อเดียวกันไม่ใช่หรือ (หมายถึงในความสัมพันธ์แบบผัวเมียน่ะนะ) มันคงไม่ได้แยกกันเป็นขาวกับดำได้หมดหรอก ซึ่งนั่นแปลว่า &lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;ไม่ใช่สิ่งที่ประเสริฐที่สุด และ&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;ก็ไม่ใช่สิ่งที่เลวทรามที่สุด ผมนึกไม่ค่อยออกว่า&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;แบบไม่มี&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;เป็นอย่างไร ยังไงมันก็มีความ&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;เจืออยู่ เพียงแต่จะมากจะน้อยเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าของมันมาคู่กันจริง แล้วเราจะอธิบายความสัมพันธ์แบบ&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;ล้วนๆซึ่งมีอยู่จริงได้อย่างไรล่ะ เราเชื่อกันว่าความสัมพันธ์แบบ&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;ล้วนๆไม่มีวันยืดยาว เพราะไม่ได้มีความ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;เกาะเกี่ยวผูกพันกันอยู่ แต่เคยได้ยินความสัมพันธ์แบบ ‘Fuck buddy’ ไหมครับ Fuck buddy ก็คือคู่เดทที่ดูท่าว่าจะไปไม่รอดในเรื่อง&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt; แต่เข้าขากันดีเหลือเกินเวลาอยู่บนเตียง คุณทั้งสอง (อย่างน้อยก็สอง!) จึงเกี่ยวพันกันด้วยเซ็กส์ (ที่ไม่มี&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;?) และเท่าที่ผมทราบ Fuck buddy หลายคู่ก็ยังคงเป็น buddy ได้ยาวนานทีเดียว บางที Fuck buddy ก็อาจจะเป็นเหมือนที่พี่บก.บอกว่า ไม่ต้องการความ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt; แต่ต้องการเซ็กส์และความเข้าใจเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4&lt;br /&gt;ผมเคยมีทั้ง &lt;strong&gt;Love&lt;/strong&gt; at first sight และ &lt;strong&gt;Lust&lt;/strong&gt; at first sight ผมคิดอย่างบิ๊กว่า &lt;strong&gt;Lust&lt;/strong&gt; at first sight มีจริง แต่ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่าสิ่งที่เรารู้สึกในวินาทีที่สองสายตาประสานกันมันคือ &lt;strong&gt;Love&lt;/strong&gt; หรือ &lt;strong&gt;Lust&lt;/strong&gt; กันแน่ ถ้าความรักคือความรู้สึกกำซาบลึกซึ้ง คนเราจะสามารถ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;ใครทันทีเชียวหรือ ผมคิดเอาเองว่าไอ้ความรู้สึกนั้นมันน่าจะเป็น &lt;strong&gt;Lust&lt;/strong&gt; at first sight เพียงแต่ &lt;strong&gt;Lust&lt;/strong&gt; นี้มันอาจจะต่างจาก &lt;strong&gt;Lust&lt;/strong&gt; อื่นๆที่เคยพบ อาจเป็น &lt;strong&gt;Lust&lt;/strong&gt; ที่วางตัวอยู่ใกล้ &lt;strong&gt;Love&lt;/strong&gt; สักหน่อยจนพัฒนาเป็น &lt;strong&gt;Love&lt;/strong&gt; ได้ ผมคิดว่าความ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;จะเกิดขึ้นได้น่าจะต้องใช้เวลามากกว่าเพียงชั่ววินาทีของสายตา แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมคิดว่าทั้งรักและใคร่ก็ต้องการความเข้าใจมาค้ำยันให้ความสัมพันธ์ไปด้วยกันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยมีนักวิทยาศาสตร์พูดว่า ทั้งความ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;และความ&lt;strong&gt;ใคร่&lt;/strong&gt;ก็เกิดจากการหลั่งสารเคมีในสมองเหมือนกันนั่นแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณยังจะ&lt;strong&gt;รัก&lt;/strong&gt;ผมไหมครับ ถ้าความรู้สึกทั้งหมดที่ผมมีให้คุณเกิดจากต่อมในสมองมันดันสั่งการให้เป็นแบบนั้น...เท่านั้นเอง &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3115565141920529826-3140721179783712728?l=toffyinlove.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toffyinlove.blogspot.com/feeds/3140721179783712728/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3115565141920529826&amp;postID=3140721179783712728&amp;isPopup=true' title='85 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3115565141920529826/posts/default/3140721179783712728'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3115565141920529826/posts/default/3140721179783712728'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toffyinlove.blogspot.com/2007/02/love-at-first-sight-lust-at-first-sight.html' title='Love at first sight &amp; Lust at first sight'/><author><name>ToffyInLove</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07510185194023053430</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp1.blogger.com/_CF4WCGEctkE/RdvSrMxI_rI/AAAAAAAAAA4/47izaM9DOrc/s72-c/C4838010-0.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>85</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3115565141920529826.post-8061497092050848098</id><published>2007-02-13T12:46:00.000-08:00</published><updated>2007-02-13T19:38:23.256-08:00</updated><title type='text'>เรื่องของเรา (เรอะ!?)</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:arial;font-size:130%;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5031123276622528162" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_CF4WCGEctkE/RdIj9sxI_qI/AAAAAAAAAAo/NfBr521Ri-s/s320/2cqhgu8.jpg" border="0" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;font-size:130%;"&gt;ถึง…”ความรัก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดาอย่างไม่ต้องเดา วันที่ 14 กุมภานี้คงทำให้ระดับน้ำตาลในหัวใจของใครหลายคู่พุ่งพรวด ซึ่งเป็นผลให้อุณหภูมิของดวงตาอีกหลายคู่สูงขึ้นจนคล้ายธาตุไฟจะแตกไปตามกัน ก็เพราะเธอคนเดียวเชียวแหละ!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ยิ่งเขยิบใกล้วันแห่งความรักเข้ามาเท่าไร คำถามประเภท “จะทำอะไรในวันวาเลนไทน์” ยิ่งถูกถามดังมากขึ้นจนฉันเอียน ดูสิ! ใครๆก็พูดถึงแต่เธอๆๆๆทั้งน้าน... กวาดตาอ่านนิตยสารก็จะเจอวิธีการเลือกของขวัญเพื่อเซอร์ไพรส์แฟน ไปจนถึง...คนโสดจะอยู่อย่างไรในวันแห่งความรัก (อ๊ายส์! มันถึงขนาดต้องคิดว่าจะ “อยู่อย่างไร” เชียวเรอะ!)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นหนีไปฟังวิทยุก็คงไม่พ้นเพลงรักช้าซึ้งคอยตามสะกดจิตอยู่ทุกคลื่น ส่วนรายการโทรทัศน์ก็จะเต็มไปด้วยคู่รักดาราออกมาเล่าประสบการณ์ความรักอันหวานชื่นฉ่ำแฉะให้คนดูอิจฉาเล่น (ตอนเลิกกันก็ออกมาเจื้อยแจ้วแบบนี้บ้างเซ่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเชื่อสิ ฉันเอาหัวเน่าๆเป็นประกัน มันต้องมีใครสักคนทะลึ่งพูดว่า “ส่วนคนโสดก็อย่างเสียใจไปนะคะ...บลาๆๆ คริๆๆๆ” เชอะ! พูดมาได้!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะ ที่ฉันเขียนจดหมายมาหาเธอในวันนี้ ฉันแค่อยากจะชวนเธอทะเลาะ เอ้ย! ชวนเธอคุยด้วยสักหน่อย ทำไมเวลาพูดถึง “ความรัก” ทีไร คนมักตีวงความหมายอยู่แค่เรื่องของคน 2 คนแบบผัวเดียวเมียเดียวโดยอัตโนมัติ เราเชื่อ (และถูกทำให้เชื่อ) ว่าความรักคือสิ่งบริสุทธิ์ โดยมีชีวิตคู่ที่รักกันยืนยาวราวนิรันดร์คือนิพพานสูงสุดของความสัมพันธ์ที่แม้ความตายก็มิอาจพราก ส่วนการไร้คู่ถือเป็นความน่าเจ็บปวด น่าละอายและน่าเหยียดหยามในคราวเดียวกัน (มาเป็นแพ็คเกจ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าการลงเอยด้วยชีวิตคู่คือจุดสุกงอมของความสัมพันธ์ และดอกผลของความรักคือทายาทสืบสกุลจริงล่ะก็ ฉันขอถามหน่อยเถอะว่า แล้วเธอจะอธิบายตัวเองอย่างไร ในเมื่อเงื่อนไขของการแต่งงานของคนสมัยก่อนไม่ใช่เป็นเพราะคนสองคนมารักกัน ฉันเป็นของของเธอ คู่แท้ที่หาจนเจอ แต่เป็นเพราะต้องการแรงงาน (ลูก) มาเพิ่มผลผลิตในท้องไร่ท้องนา ไปจนถึงเพื่อรักษาและคานอำนาจของบ้านเมือง เช่น เจ้าเมืองยกลูกสาวให้กษัตริย์ แสดงถึงความจงรักภักดีของเมืองขึ้น การที่กษัตริย์ในสมัยก่อนจะมีชายาเป็นสิบเป็นร้อยจึงไม่ใช่เรื่องความตัณหาจัดมักมากในกาม แถมเขายังถือว่าเป็นเมียน้อยเจ้าพระยายังมีหน้ามีตามากกว่าเป็นเมียหลวงไพร่ชั้นเลวเสียอีก การแต่งงานจึงเป็นเครื่องเบ่งอำนาจของคนสมัยนั้นด้วย อ๊ายส์! ฟังแล้วไม่โรแมนติคเลยสักกะติ๊ด!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคนสมัยนั้นแต่งงานกันด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่เพราะเธอ แล้วสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นความรักเกิดขึ้นอย่างไรในประวัติศาสตร์ เอาล่ะ ไม่ใช่ฉันไม่เชื่อว่าความรักมีอยู่จริงบนโลก เพียงแต่ฉันอยากรู้ว่า ความรักแบบที่คนปัจจุบันนิยามไว้ให้เธอน่ะมันเกิดขึ้นได้อย่างไร และวางตัวในบริบทใดของสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันเชื่อของฉันว่า โลกทัศน์ของความรักแบบชั่วฟ้าดินสลายเป็นมรดกตกทอดมาจากยุควิคตอเรียน เรื่องเพศส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็สืบเนื่องจากยุคนี้ทั้งนั้นแหละ ทั้งเรื่องระบบผัวเดียวเมียเดียว การให้คุณค่ากับสาวพรหมจรรย์ การมองเรื่องเพศเป็นเรื่องผิดบาป และอีกสารพัด พี่ไทยเราน่ะมาโมเมเองทั้งเพ เคลมว่าเป็นของไทยแท้แต่โบราณซะได้! ยุคนั้นเขาเคร่งครัดเรื่องเซ็กส์จะตาย เซ็กส์ที่ไม่ได้ทำให้เกิดลูกถือเป็นความนอกรีต เซ็กส์ของเกย์ เซ็กส์ของคนโสด ก็เลวร้ายไปหมดนั่นแหละเธอ เขาถือผู้หญิงจะถือว่าเป็น “คน” ได้ก็เมื่อแต่งงานมีลูกนั่นแหละ ในเมื่อการมีคู่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้สึก (คือไม่ต้องรอให้รักใครก่อนแล้วค่อยแต่งงานกัน) แต่เป็นเพราะความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง คนสมัยนั้นเลยไม่ต้องมานั่งกังวลเท่าคนรุ่นฉันไง ไม่ทันไรก็โดนจับแต่งงานหมดแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้แต่การแพทย์สมัยนั้นยังถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุมประชากรเลยนะเธอ ก็มีอย่างที่ไหน เป็นโสดอยู่ดีๆ หมอก็ดันมาบอกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์หรือไม่ได้มีบุตร ต่อไปจะเป็นโรคในช่องคลอดได้ ฉันเกิดเป็นผู้หญิงสมัยนั้นคงปวดหัวตายเลย จะมีเซ็กส์ก็ห้าม จะไม่มีเซ็กส์ก็ห้าม ตกลงจะเอายังไงแน่ล่ะเพ่!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมืองไทยหลังยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็เช่นกัน เรารณรงค์ให้คนมีลูกกันเยอะๆ เพราะเชื่อว่าการมีประชากรมากๆแสดงถึงความมั่งคั่งของประเทศ แถมยังจะช่วยให้มีแรงงานเพิ่มขึ้นอีก อ้าว! แล้วจะทำยังไงได้ล่ะถึงจะมีลูก (แบบที่ไม่ต้องโดนด่าด้วย) ก็ไม่พ้นอีหรอบเดิมว่าต้องแต่งงานอีกนั่นแหละ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคิดเรื่องการอยากให้คนมีคู่ยังสืบทอดมาถึงปัจจุบัน วรรณกรรมน้ำเน่าทั้งหลายเป็นหลักฐานที่ดีว่า จุดหมายปลายทางของพระเอกและนางเอกคือการแต่งงาน ใครๆก็อยากเป็นอย่างพระเอกนางเอกทั้งนั้นแหละ สิ่งเหล่านี้ยิ่งสร้างให้สถาบันการแต่งงานมีอำนาจมากขึ้น และมากพอจะหักหาญเอาชีวิตของหลายคนเป็นตัวประกันได้เลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกเหนือจากนั้น ตัวละครที่เข้ามามีบทบาทสำคัญมากในชีวิตคนปัจจุบันคือความเหงา ถ้าแรงผลักดันที่ทำให้คนในปัจจุบันอยากถีบตัวเองจากสถานะโสดคือความเหงา ฉันชักอยากรู้แล้วสิว่าความเหงาแบบปัจจุบันมันแทรกตัวเข้ามาได้อย่างไร เพราะฉันรู้สึกว่าเราเพิ่งมีเพลงเกี่ยวกับความเหงา บทกวีเหงาๆ และหนังรักขายอารมณ์เหงาอย่างเป็นกิจจะลักษณะก็เมื่อไม่กี่สิบปีนี้เท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจเป็นเพราะความเจริญที่กระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองใหญ่นี่ล่ะมั้ง ทำให้สมาชิกครอบครัวใหญ่ในชนบทต้องออกมาตั้งรกรากใหม่คนเดียวลำพังในเมือง ความเป็นครอบครัวใหญ่อย่างในอดีตจึงเลือนรางไปจากสังคมไทยเข้าไปทุกที เลยเถิดไปถึงความเจริญทางวัตถุที่ทำให้คนเราเบาหวิวทางจิตวิญญาณอีกนั่น เหตุนี้หรือเปล่าที่ทำให้ คนรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น และมันช่างโป๊ะเชะกับอารมณ์อยากมีแฟนขึ้นมาพอดิบพอดีเหมือนผีเน่ากับโลงผุ คู่หนุ่มกับตุ่มชั่ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ชอบใช้เพื่ออธิบายหน้าที่ของการมีคู่ก็คือ เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของตัวเอง ฉันฟังแล้วขำก๊าก พูดยังกะคุณยายวรนาทพ่นตะขาบถ่ายทอดทายาทอสูร ฉันอยากจะถามคนสมัยก่อนและสมัยนี้เหมือนกันว่า ไอ้ที่แต่งงานกัน ไอ้ที่ผสมพันธุ์กันน่ะ คิดถึงขนาดกลัวมนุษย์จะหมดโลกเชียวเรอะ!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันเลยชักไม่แน่ใจแล้วสิว่า ไอ้อาการอยากมีแฟนจริงๆมันเกิดจากความรู้สึกข้างในจริงๆของเราหรือเปล่า ผู้คนโหยหาเธอเพราะต้องการเธอจริงๆ หรือที่แท้มันเป็นแค่การถูกกระแสปั่นให้เราอยากมีใครสักคนเพื่อตอบสนองกับระบบบางอย่างของสังคมเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าการแต่งงานไม่ได้มีคุณค่าอย่างที่เราเคยเชิดชูบูชา แต่เป็นเราต่างหากที่ไปปลุกเสกให้มัน"ขลัง" ทั้งที่มันเคยเป็นเพียงแค่การ “เอา” กันเพื่อหาคนมาทำไร่ไถนาเพิ่ม เป็นเพียงแค่การ “เอา” กันเพื่อต่อรองผลประโยชน์บางอย่าง เป็นแค่การ “เอา” กันเพื่อรับใช้ระบบสังคมอย่างหนึ่งเท่านั้น มันจะมีความหมายอะไรให้เราเฝ้าคร่ำครวญยามที่ไม่มีใคร และจะทนแบกมันไว้กดทับตัวตนของเราทำไมล่ะฟะ!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรักสูงส่งขนาดนั้นถึงขนาดที่เราต้องเอาเป็นหลักชัยในชีวิตเชียวหรือ หรือที่จริงมันก็แค่เครื่องมือที่ถูกปั่นมูลค่าเพิ่มเพื่อประโยชน์บางอย่าง และถ้าความรู้สึกอยากมีใครที่หลายคนกำลังเผชิญอยู่ในวันแห่งความรักนี้มันเป็นเรื่องที่ถูกปรุงแต่งจากสังคมทั้งหมด (เอาวะ! อย่างน้อยก็ขายเพลงรัก หนังรักได้เงินสะบัด!) แม้กระทั่งตัวเธอเองก็เถอะก็คือสิ่งที่พวกฉันสร้างขึ้น เธอจะว่ายังไงล่ะ ฮึ!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันถึงปฏิเสธว่าความรักไม่ใช่เรื่องของคน 2 คนหรอก แต่ยังเกี่ยวโยงไปถึงค่านิยมและวัฒนธรรมแต่ชาติปางไหนอีก ก็ลำพังไอ้การที่ “ฉันรักเธอ” แค่นี้ยังต้องลากไปเอาผลผลิตทางประวัติศาสตร์มาอธิบายกันเลย เธอยังคิดว่ารักเป็นเรื่องของคน 2 คนอีกเหรอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่พูดมาทั้งหมดนี้ เธอคงยิ้มเยาะหาว่าเป็นเพราะฉันอกหักหรือหาคนมานอนออเซาะในวันวาเลนไทน์ไม่ได้ ฉันขอตอบเชิดๆแบบติ๊นาว่า เปล่าหรอกนะ (ยะ) ฉันไม่ได้อิจฉาคนที่รักกัน ฉันแค่อยากปอกเปลือกเปลือยความรักในแง่อื่นบ้าง ฉันเห็นคนไม่มีแฟนทั้งหลายบ่นอิดออดไม่อยากให้มีวันวาเลนไทน์แล้วเหนื่อยใจแทนเธอจริงๆว่ะ พอๆกับที่เห็นคนตักตวงกำไรจากวันนี้แล้วแอบเคืองนั่นแหละเธอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่จริงมันก็อีแค่วันๆเดียวไม่ต่างกับอีก 364 วันที่เหลือ ฉันไม่เห็นว่ามันจะพิเศษตรงไหน (นอกจากจะใช้เป็นข้ออ้างดีๆในการเสียตัวซักที--ซึ่งฉันไม่เห็นต้องใช้มันเล้ยย!)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่ถ้าฉันรู้ทันเธอซะแบบนี้ ฉันไม่เสียน้ำตาให้เธอสักหยดหรอก!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รักแกจริงจริ๊ง...พบผ่าสิ!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จาก...Toffy in Love&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3115565141920529826-8061497092050848098?l=toffyinlove.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://toffyinlove.blogspot.com/feeds/8061497092050848098/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3115565141920529826&amp;postID=8061497092050848098&amp;isPopup=true' title='26 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3115565141920529826/posts/default/8061497092050848098'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3115565141920529826/posts/default/8061497092050848098'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://toffyinlove.blogspot.com/2007/02/14_13.html' title='เรื่องของเรา (เรอะ!?)'/><author><name>ToffyInLove</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07510185194023053430</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://bp2.blogger.com/_CF4WCGEctkE/RdIj9sxI_qI/AAAAAAAAAAo/NfBr521Ri-s/s72-c/2cqhgu8.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>26</thr:total></entry></feed>
